ประวัติ
 
เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นลาซีโอและประเทศอิตาลี
ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ในเขตตัวเมืองมีประชากร อาศัยอยู่
ประมาณ 2.5 ล้านคน ถ้ารวมเมืองโดยรอบจะมีประมาณ 4.3 ล้านคน
โดยมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับมิลานและเนเปิลส์นอกจากนี้โรมยัง
เป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นดินแดนที่ประทับของพระสันตะปา
ปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกอีกด้วย
กรุงโรม (rome) นับได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงทางด้านแฟชั่นของ
โลกและเต็มไปด้วยร้านแบรนเนมชื่อดังมากมายไม่ว่าจะ เป็น Armani, Versace และ Ferre
 
 
ภูมิอากาศ
อากาศของกรุงโรมในหน้าร้อนจะอบอุ่นสบาย ๆ อุณภูมิค่อนข้างสูง
และฟ้าเปิดสวยงาม ในขณะที่หน้าหนาวอากาศ จะเย็น และมีฝนตก
สถานที่ท่องเที่ยว
สนามกีฬาแห่งกรุงโรม (The colosseum of Rome)
สนามกีฬาแห่งกรุงโรม เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ที่เริ่มสร้าง
ขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียนแห่งอาณาจักรโรมัน และสร้างเสร็จ
ในสมัยของจักรพรรดิติตัส (Titus) ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือ ประ
มาณ ปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัด
โดยรอบได้ ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประ
มาณ 50,000 คน ใต้อัฒจรรย์มีห้องใต้ดินที่สร้างขึ้นเพื่อขังสิงโตและ
   
 
นักโทษประหาร ก่อนปล่อยให้ออกมาต่อสู้กันกลางสนาม นอกจากนี้
 
  ลานหน้ามหาวิหาร   น้ำพุเทวี  
 
  มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์   สนามกีฬาแห่งกรุงโรม  
 
  โรมันฟอรัม(Roman forum)   วาติกัน  
 
  วิหารแพนนีออน   จัตุรัสนาโวนา (Piazza Navona)  
 
  ประตูชัย Arch of Constantine   ปราสาท Castel Sant'Angelo  
 
 
ยังใช้เป็นสถานที่ประลองฝีมือของเหล่าอัศวินในยุคนั้น ปัจจุบันยังคงเหลือโครงสร้างเกือบสมบูรณ์ตั้งเด่นเป็นโบราณสถานที่สามารถดึงดูด
นักท่องเที่ยวได้ทั่วโลก
 
วาติกัน
เป็นประเทศเอกราชที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่อยู่ใจกลางกรุงโรม มีกำแพงล้อมรอบเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้านมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ชื่อ
อย่างเป็นทางการของประเทศนี้คือ Holy See คำว่า see เป็นศัพท์ทางคริสตศาสนาน่าจะแปลว่าศาสนจักร ศูนย์รวมของโบสถ์คาธอลิคต่าง
ๆ และโบสถ์ St. Peter’s ที่กรุงวาติกันยังเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสะท้อนให้เห็นถึงศิลปะแบบอิตาเลี่ยนเรเนซองค์
 
พิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican museum)
ถึงแถวจะยาวแค่ไหน ถึงค่าเข้าจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม ถ้ามีเวลาซักครึ่งค่อนวันที่โรม ก็ควรจะหาโอกาสมาชมให้ได้เพราะเป็นที่รวมของงาน
ศิลปะระดับโลกมากมาย มีทั้งมัมมี่และงานประติมากรรมจากอียิปต์ รูปแกะสลักหินอ่อนจากยุคกรีกโรมันโบราณ รวมทั้งภาพวาดแบบเฟรส
โก้จากศิลปินชื่อดังโดยเฉพาะมิเคลันเจโลและราฟาเลห้ องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือห้องซิสทีน (Sistine Chapel) ซึ่งใครที่มาชมพิพิธภัณฑ์แห่ง
นี้ ต่างก็ต้องการชมห้องนี้ให้ได้
 
ปราสาท Castel Sant'Angelo
ถึงจะไม่ได้อยู่ในกำแพงวาติกัน แต่ก็ถือว่าอยู่ในอาณาจักรของวาติกันตามสนธิสัญญาที่มุสโสลินีได้ให้ไว้ จะมีทางเดินลับเชื่อมระหว่างปรา
สาทแห่งนี้กับพระราชวังของพระสันตปาปาเพื่อเอาไว้หลบภัยหากศัตรูคิดจะมาจับตัวพระองค์ ปัจจุบันใช้เป็นทางออกจากพิพิธภัณฑ์วาติกัน
จะเป็นรูปบันไดเกลียว
 
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่เชื่อศาสนาคริสต์ได้สร้างวิหารขึ้นที่ตรงนี้เป็นครั้งแรกในคริสตศตวรรษที่ 4 แต่วิหารก็เสื่อมโทรมและพังทลาย
ลงจนอีกหนึ่งพันปีต่อมาได้มีการสร้างมหาวิหารหลังปัจจุบันขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินหลายท่าน แต่ส่วนใหญ่จะให้เครดิตแก่
มิเคลันเจโล มีส่วนสำคัญในการก่อสร้างโดยเฉพาะยอดโดมที่สวยงามส่วนลานขนาดมหึมาด้านหน้ากลับเป็นผลงานของศิลปินรุ่นหลังที่ชื่อ
แบร์นินี (Bernini) ผู้ออกแบบน้ำพุต่าง ๆ รอบกรุงโรม เชื่อกันว่าตัวมหาวิหารสร้างบนที่ซึ่งเซนต์ปีเตอร์หรือที่รู้จักในบ้านเราว่านักบุญเป
โตรถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงกางเขนแบบกลับหัวลงในยุคโรมันโบราณ ภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์สามารถเข้าชมได้ฟรีแต่ต้องผ่าน
กระบวนการตรวจตราอย่างละเอียด แล้วถ้าไปในช่วงฤดูท่องเที่ยวหรือเทศกาลสำคัญทางศาสนาก็ต้องต่อแถวยาวมากซึ่งการต่อแถวเพื่อเข้า
ชมอะไรก็ตามในประเทศอิตาลีถือเป็นของธรรมดา สิ่งสำคัญภายในตัววิหารคือรูปประติมากรรมหินอ่อนอันมีชื่อเสียงของมิเคลันเจโล่ชื่อว่า
Pieta ซึ่งเป็นรูปของพระแม่มารีประคองร่างของพระเยซูหลังจากสิ้นพระชนม์บนกางเขนไว้บนตัก เป็นรูปแกะสลักซึ่งสื่อถึงอารมณ์ความรัก
ของแม่ได้ อย่างลึกซึ้ง
 
วิหาร Pantheon
เป็นวิหารสไตล์โรมันที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี และเป็นวิหารที่เก่าแก่ที่สุดของโลก และหลังคาอาคารก็ยังเป็นของดั้งเดิมที่ยังคงอยู่ครั้น
แต่อดีต อดีตวิหารแพนทีออนเป็นสถานที่ทางศาสนา และกลายมาเป็นโบสถ์ของชาวคริสเตียนนับตั้งแต่สมัยศตวรรณที่ 7จนถึงปัจจุบันวิหาร
แพนทีออน(Pantheon) เป็นอาคารขนาดใหญ่มหึมา สร้างในสมัยโรมันเมื่อ 2 พันกว่าปีมาแล้ว และถือว่าเป็นอาคารในยุคโรมันที่มีสภาพ
สมบูรณ์ดีที่สุด บริเวณภายนอกรอบๆ เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านไอศครีม เป็นที่น่าเดินเล่นแห่งหนึ่งในเมืองดูภายนอกแล้วเหมือนไม่
ใหญ่แต่ข้างในใหญ่โตมโหฬาร ปัจจุบันใช้เป็นโบสถ์ในคริสตศาสนา ข้างในมีหลุมศพของกษัตริย์ผู้ที่เคยปกครองอิตาลีในยุครวมชาติ คือ
กษัตริย์วิกเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 และกษัตริย์อุมแบร์โต้ที่ 1 ส่วนหลุมที่สามเป็นของศิลปินจิตรกรเรื่องนาม ราฟาเอล (Raphael) คนส่วน
ใหญ่จะตื่นเต้นกับหลุมศพของราฟาเอลมากกว่าอีก 2 หลุมเสียอีก
 
น้ำพุเทรวี่
น้ำพุเทรวี่ ตรงกลางด้านหน้าเป็นรูปปั้นหินอ่อนของเนปจูน เทพเจ้าแห่งน้ำของชาวโรมันโบราณ ใครมาเมืองนี้ก็ต้องไปโยนเหรียญที่น้ำพุ
แห่ง นี้เพื่อให้ได้กลับมาอีกครั้ง เคล็ดลับในการโยนคือให้หันหลังให้น้ำพุ ถือเหรียญด้วยมือขวา แล้วโยนข้ามไหล่ซ้าย เขาว่ากันว่าถ้าโยน
ลง 2 ครั้งจะได้แฟนเป็นชาวอิตาลี ใครอยากได้หนุ่มหรือสาวอัซซูรี่เป็นแฟนก็หาโอกาสไปโยนเหรียญที่น้ำพุแห่งนี้ได้
 
จัตุรัสนาโวนา (Piazza Navona)
เป็นศูนย์รวมของสารพัดสิ่ง ทั้งร้านอาหาร นักดนตรี นักมายากลข้างถนน ศิลปินวาดรูปเหมือน และที่สำคัญคือนักท่องเที่ยว จัตุรัสนาโวนา
เดิมเป็นสนามกีฬาของพวกโรมันเอาไว้แข่งม้า ถนนที่อยู่รอบๆ คือลู่วิ่งของม้า บริเวณนี้มีน้ำพุที่สำคัญ 3 อันผลงานของศิลปินนักแกะสลักชื่อ
ดัง แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini, 1595-1680) ตรงกลางลานจะเห็นเสาโอบิลิสก์ (obelisk) รอบๆ เสาจะเป็นน้ำพุแห่งสี่มหานที
(Fountain of the Four Rivers) ซึ่งแต่ละมุมจะมีรูปปั้นซึ่งแทนแม่น้ำใหญ่จาก 4 ทวีป ได้แก่ คงคา ดานูป ไนล์ และ พลาต้า (Rio de
la Plata ในทวีปอเมริกาใต้
 
 
Main Page   |   ตั๋วเครื่องบิน   |   New Promotion   |   Hotel Booking   |   How To Pay   |   Contact Us